fbpx

เทคนิคตะลุยโจทย์ข้อสอบ 5 เทคนิคทำข้อสอบเก่าให้ปัง

เทคนิคตะลุยโจทย์ข้อสอบ

5 เทคนิคทำข้อสอบเก่าให้ปัง

เทคนิคที่ 1 จับเวลา และจำลองสถานการณ์

เทคนิคนี้ พี่แนะนำให้เราใช้ประเมินความสามารถของตัวเองในเบื้องต้นก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าวิชานี้ เราได้แค่ไหน บทไหนยังไม่แม่น ข้อสอบแบบไหนที่ต้องไปติวเพิ่ม

เมื่อเราได้ลองทำเป็น Pre-test ไปแล้ว เราก็มาเริ่มวางแผนตะลุยแต่ละบท บทไหนแม่นแล้วก็ทำพอคร่าวๆ บทไหนยังไม่แม่น และเป็นบทสำคัญให้ตะลุยโจทย์บทนั้นอย่างจริงจัง

จากนั้นจึงทำเป็น Post-test อีกรอบหนึ่ง อาจจะหลังจากผ่านระยะการฝึกฝนไปสัก 1 เดือน เป็นการวัดผลความก้าวหน้าของตัวเองทุกเดือน จะได้รู้ว่าควรจะเก็บบทไหน ควรจะเน้นอะไร

วิธีการจำลองสถานการณ์

  • ตรวจสอบเวลา จำนวนชั่วโมงในการสอบจริงของแต่ละวิชาว่าใช้เวลาเท่าไหร่
  • กำหนดตารางเวลาไว้ในปฏิทิน แล้วห้ามเบี้ยว คิดเหมือนนับถอยหลังวันสอบจริง
  • หากเป็นไปได้ จัดเวลาให้ตรงกับที่ต้องสอบจริงๆ
  • เตรียมข้อสอบเก่า กระดาษคำตอบเหมือนจริง บัตรประจำตัว เตรียมทุกอย่างให้เหมือนวันสอบ
  • อย่าลืมบอกผู้ปกครองให้เข้าใจ ท่านจะได้ไม่รบกวนเวลาจำลองสถานการณ์
  • จากนั้นทำข้อสอบเก่าให้เต็มที่สุดความสามารถที่มี
  • วัดผลตัวเอง ข้อไหนทำได้ ข้อไหนทำไม่ได้ บทไหนถนัด บทไหนอ่อน
  • ถ้าบทไหนถนัด และออกเยอะ ให้เอาเนื้อหาส่วนนี้ให้แม่น
  • ถ้าบทไหนไม่ถนัด และออกน้อย หากเวลากระชั้นชิดมาก อาจต้องปล่อยไป
  • บทไหนไม่ถนัด ออกเยอะ อาจต้องทุ่มเวลาสักหน่อย เพื่อให้เก็บส่วนนี้ให้ได้

ข้อดีของวิธีนี้

น้องจะไม่ตื่นตระหนกกับการสอบของจริง และรู้จักตัวเองว่าบทไหนทำได้ บทไหนทำไม่ได้จริงๆ

ข้อเสียของวิธีนี้

หากมีบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นใจ อาจทำให้เราล้มเลิกได้ง่าย ควรคิดเสมอว่าทุกครั้งที่จำลองคือการสอบของจริง

และการจำลองสถานการณ์ หรือจับเวลา อาจกดดันตัวเองมากเกินไป หากเป็นวิธีที่ใช้แล้วได้ผลก็ใช้ แต่หากทำให้เครียดสะสม ลองหาวิธีอื่นที่เหมาะสมกับตัวเองครับ

เทคนิคที่ 2 ห้ามใช้ตัวช่วย

ระหว่างการฝึกทำข้อสอบ หรือการลองทำข้อสอบเก่าใดๆ ก็แล้วแต่ ลองพยายามฝึกคิดด้วยตัวเองก่อนครับ เช่น ลองคิดเลขในใจ หรือคิดเลขเร็วในใจแบบไม่ใช้เครื่องคิดเลขดู เพราะวันสอบจริงน้องไม่มีตัวช่วยให้ใช้อยู่แล้ว ฝึกตัวเองให้คิดให้ได้ ช่วงแรกๆ อาจจะช้าหน่อย แต่ถ้าหมั่นขยันฝึกฝน น้องๆ จะสนุกไปกับการทำข้อสอบเลขแน่นอน

และการใช้ Dictionary ระหว่างทำข้อสอบภาษาอังกฤษก็เป็นเรื่องต้องห้าม ให้น้องใช้วิธีการเดาคำศัพท์ดูครับ ดูจากบริบทรอบข้าง ว่าประโยคนี้เขาหมายถึงอะไร คำศัพท์นี้เราไม่รู้จัก แต่มันน่าจะแปลว่าอะไรได้บ้างนะ

และนอกจากวิธีเดาคำศัพท์ เราอาจจะใช้การอ่านผ่านๆ คร่าวๆ โดยที่ไม่ต้องรู้คำศัพท์ทุกคำเราก็ได้คำตอบที่ถูกต้องอย่างง่ายดาย อย่าไปจมอยู่กับคำศัพท์ที่เราไม่รู้ครับ

ข้อดีของวิธีนี้

น้องจะมีพัฒนาการในการทำข้อสอบ ทำได้ดีขึ้น แกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อเสียของวิธีนี้

ช่วงแรกน้องอาจหงุดหงิด คันไม้คันมืออยากหยิบ และหงุดหงิดตัวเองที่ทำข้อสอบช้า อาจยังเห็นจำนวนข้อสอบที่ทำได้ไปไม่ถึงไหน แต่ลองดูสักตั้ง น้องจะเห็นพัฒนาการของตัวเอง

เทคนิคที่ 3 ไล่ทำข้อสอบตามปี พ.ศ.

เราทำบันทึกการทำข้อสอบของตัวเองไว้เลยครับ

ข้อสอบอะไร ปีอะไร ทำบันทึกการทำข้อสอบไว้โดยเริ่มไล่ไปตามปี พ.ศ. ล่าสุดครับ โดยลองทำย้อนหลังไปสักไม่เกิน 15 ปี น้องน่าจะพอจับแนวข้อสอบได้ และเห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี

สำหรับพี่ ที่สำคัญคือทำบันทึกไว้ให้เป็นระบบ จะได้ไม่งงเมื่อต้องทำข้อสอบเก่าหลายๆ วิชาเข้า

ข้อดีของวิธีนี้

เป็นการทำข้อสอบอย่างเป็นระบบ น้องจะเห็นความก้าวหน้าของตัวเอง เช่น เฮ้ย ทำไปได้ 4 ปี 4 ฉบับแล้วนะ อีกทั้งยังเห็นความแตกต่างของข้อสอบแต่ละปี จะฝึกให้ตัวเองเดาทางข้อสอบได้

ข้อเสียของวิธีนี้

อาจรู้สึกเหนื่อยหากเห็นปริมาณข้อสอบที่มี หากน้องท้อง่าย ก็ใช้วิธี หยิบข้อสอบไหนได้ ก็ลุยทำไปโลด พยายามบันทึกไว้บ้าง พยายามทำให้มีแบบแผน ช่วงแรกอาจช้าหน่อย แต่เมื่อเข้ารูปเข้าร่าง น้องจะไปได้เร็วขึ้น

เทคนิคที่ 4 ตรวจข้อสอบ และทบทวนข้อที่ผิด

หลังจากทำข้อสอบเก่าไปได้สักฉบับนึง เมื่อน้องเอามาตรวจ ให้ตรวจอย่างละเอียดว่าเราผิดอะไร ไม่ใช่แค่ตรวจ ก ข ค ง แล้วนับคะแนนครับ

เริ่มแรกพี่อยากให้พยายามเฉลยข้อที่ทำผิดด้วยตัวเองก่อน เพราะจะทำให้เราจำแม่นได้ดีกว่าอ่านเฉลยจากที่มีคนอื่นเฉลยไว้ หลังจากลองเฉลยด้วยตัวเอง จากการเปิดหนังสือบ้าง ทบทวนความรู้บ้าง เราจะจับจุดได้ เผลอๆ อาจพบจุดที่คนอื่นเฉลยไว้ผิดด้วยครับ

ข้อดีของวิธีนี้

รู้จักความสามารถของตัวเองมากขึ้น จำความผิดพลาดของตัวเองได้ดี เพื่อลดการทำข้อเดิมผิดซ้ำซ้อน

ข้อเสียของวิธีนี้

อาจเสียเวลาไปกับการค้นหาข้อมูลเฉลยด้วยตนเองมากเกินไป อาจลองกำหนดเวลาไว้ หากเกินกี่นาที เราก็จะไปดูเฉลยจากที่ติวเตอร์เฉลยไว้ เพื่อให้ประหยัดเวลาครับ

เทคนิคที่ 5 ประเมินความเสี่ยง

เมื่อลองทำข้อสอบไปได้สักระยะ ลองดูครับว่าบทไหนทำยังไงก็ไม่เข้าใจรึเปล่า เวลาที่เหลืออยู่เราจะแก้ไขจุดอ่อนเราตรงนี้ได้หรือไม่ หากแก้ไขไม่ไหวจริงๆ อาจต้องยอมสละบทนี้ทิ้งไป แล้วไปเลือกทำบทที่เรามีการพัฒนามาเรื่อยๆ ครับ เก็บบทที่ไหวให้แม่นจริงๆ

และบางที การที่เราแก้ไขจุดอ่อนของเราไม่ได้ มองไม่เห็นการพัฒนา อาจเป็นมาจากการที่เราพื้นฐานเปราะบางมากเกินไป ลองทุ่มเวลาให้กับบทพื้นฐานให้แน่น จะส่งผลให้บทยากๆ ของเราง่ายขึ้นและมองเห็นการพัฒนา

เช่น ลองทำข้อสอบแคลคูลัสเท่าไหร่ก็ทำคะแนนได้ไม่ดี ลองกลับไปปรับพื้นฐานบทเรขาคณิตวิเคราะห์ หรือหาจุดอ่อนในบทพื้นฐานของแคลคูลัสดูก่อนครับ ปรับพื้นให้แน่น แล้วค่อยก้าวต่อไปในจุดยากๆ

ข้อดีของวิธีนี้

ไม่เสียเวลาไปกับการงมข้อสอบที่เราทำเท่าไหร่ก็ทำได้ไม่ดี วิ่งให้ช้าลง แต่วิ่งได้มั่นคงขึ้น วิ่งได้ยาวกว่า

ข้อเสียของวิธีนี้

หากมองไม่เห็นจุดอ่อนของตัวเอง หรือไม่เคยทำข้อสอบเก่ามาก่อนเลย ก็จะใช้วิธีนี้ไม่ได้ครับ

.

.

แต่ถ้าไม่อยากปวดหัวกับการทำข้อสอบ อย่าลืมรอบ 1 Portfolio กันไปนะครับ น้อง ม.4 ม.5 หากมีค่าย โครงการวิชาการ การแข่งขันทางวิชาการที่ไหน ลองทุ่มเทกิจกรรมตรงนั้นให้เต็มที่ จะทำให้น้องติดคณะไหนฝันของน้อง โดยที่ไม่ต้องปวดหัวกับข้อสอบ O-net GAT/PAT 9 วิชาสามัญเยอะแยะไปหมด

น้องๆ ม.6 ที่พอมีผลงานมาบ้างก็จะได้เปรียบ หรือหากไม่มีจริงๆ ยังมีโครงการทางภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยมากมายที่เปิดรับในรอบ Portfolio

ทุ่มเทกับภาษาอังกฤษแค่วิชาเดียว น้องก็สอบติดได้แล้ว จงเลือกวิธีที่เหนื่อยน้อยแต่ผลลัพธ์ดี ดีกว่าครับ

อยากได้คำแนะนำในการสอบติดรอบพอร์ตเพิ่ม คลิกที่นี่เลย

บทความที่ต้องอ่านต่อ

อัพเดตข่าว TCAS ล่าสุด! อัพเดตข่าวรับสมัคร 63

เฮ้ย! จะทิ้งรอบพอร์ต อ่านนี้ก่อนค่อยว่ากัน

รวมกิจกรรมทำ Portfolio เก็บผลงานลงพอร์ตได้เลย

5 จุดพลาด กับระบบ TCAS ที่ DEK63 ไม่รู้ไม่ได้ !!

ไม่อยากพลาดทุกข่าวรับสมัคร วางแผนการสอบดูสถิติคะแนน และคำนวณคะแนนให้สอบติดชัวร์ ดาวน์โหลดแอพ TCASter ไว้เลย ดาวน์โหลดฟรี ! ทั้ง Android และ iOS

© TCASter 2018 | Term of service